ประวัติของวัดพระพุทธฉาย

สถานที่ตั้ง

พระพุทธฉายเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานติดอยู่ ณ เงื้อมเขาพุทธฉาย อยู่ภายในมณฑปสองยอดบนไหล่ภูเขา บริเวณวัดพระพุทธฉายหมู่ที่ ๑ ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ทางเข้าวัดพระพุทธฉาย เป็นถนนแยกจากถนนพหลโยธิน ตรงกิโลเมตรที่ ๑๐๒ (หมู่บ้านโคกหินแร่ ตำบลหนองยาว) เข้าไป ๕ กิโลเมตร (ระยะทางตามถนนจากตัวเมืองสระบุรี ลงทางใต้ ๖ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไป ๕ กิโลเมตร) ก็จะถึงที่ประดิษฐานพระพุทธฉายได้โดยสะดวกสบาย

 

การค้นพบพระพุทธฉาย

สันนิษฐานว่า ได้ค้นพบในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.๒๑๖๓ – ๒๑๗๑) สมัยที่ค้นพบพระพุทธฉายได้สร้างมณฑปครอบพระบรมฉายาลักษณ์ไว้ เป็นสถานที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน ตลอดจนพระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อๆมา และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เป็นต้น จากพงศาวดารตำนานที่ปรากฏชัดว่า “สมเด็จพระเจ้าเสือพร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์และข้าราชบริพาร ได้เสด็จพระราชดำเนินมานมัสการพระพุทธบาท เป็นต้น จนถึงกษัตริย์พระองค์สุดท้ายสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ พระองค์ได้เสด็จไปนมัสการพระพุทธฉาย ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรงุศรีอยุธยาฉบับพันจันทนมาศ (เจิม หน้า ๔๘๔ ได้ กล่าวไว้ในบท “สมโภชพระพุทธบาท” เกี่ยวกับพระพุทธฉายว่า ในสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ว่า “ครั้นเดือนอ้ายเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธฉาย แรมอยู่ ๓ วัน ฯลฯ แล้วเสด็จกลับมาสมโภชพระพุทธบาท ๗ วัน”

จากประวัติและพระราชพงศาวดารดังกล่าวมาแสดงให้เห็นว่า พระพุทธฉายได้เจริญมาสมัยหนึ่งแล้ว ปรากฏจากหลักฐานและวัตถุโบราณนานับประการ ที่ยังปรากฏเป็นหลักฐานจนถึงปัจจุบันนี้ เช่น มณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธบาทบนยอดเขาลม เป็นต้น แต่เนื่องจากภัยทางสงคราม บ้านเมืองไม่สงบสุข มีการรบทัพจับศึก เกิดการระส่ำระสายเปลี่ยนแปลงแผ่นดิน บ้านเมืองเดือดร้อนดังปรากฏในประวัติศาสตร์ครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา จนกว่าจะตั้งกรุงธนบุรี และกรุงเทพฯ ขึ้นเป็นเมืองหลวง พระพุทธฉายก็ได้ถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลาช้านานจนชำรุดทรุดโทรมลง มณฑปเดิมซึ่งสร้างไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และศาสนสถานถาวรวัตถุต่าง ๆ ได้ขาดการดูแลเอาใจใส่ และ ภัยธรรมชาติได้ทำลายเสียหายเป็นอย่างมาก

กาลเวลาได้ผ่านมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการบูรณะฟื้นฟูพระพุทธฉายอีกครั้งหนึ่ง ตามศิลาจารึกที่ค้นพบเป็นหลักฐานว่า “พระพุทธศาสนาล่วงมาได้ ๒๓๗๔ ปีมะโรง นักษัตรจัตวาศก มีพระคุณเจ้าสมภาร ๔ วัด คือพระปลัด วัดปากเพรียว ๑ สมภารวัดบางระกำ ๑ สมภารดวงวัดเกาะเลิ่ง ๑ และสมภารวัดบางเดื่อ ๑ สมภารทั้ง ๔ พร้อมทั้งญาติโยมได้มีอุตสาหะพากันมาบูรณะปฏิสังขรณ์พระพุทธฉาย เป็นเวลาถึง ๗ ปี และในปีที่ ๘ จึงพระมหายิ้ม ได้มาร่วมกับสมภารทั้ง ๔ พร้อมด้วยญาติโยม ได้บูรณะปริสังขรณ์พระพุทธปฏิมากร ระเบียงมณฑป ลงลักปิดทอง บ้างจำลองลายสุวรรณอันบวร ปฏิสังขรณ์พระสถูปเจดีย์ สร้างหอระฆัง สร้างศาลา เป็นต้น ด้านบนยอดเขาได้บูรณะพระมณฑปและลานพระโมคคัลลานะ ขุดบ่อน้ำ บูรณะพระอุโบสถ และตบแต่งสถานที่เป็นเวลาอีก ๓ ปี จนถึงปีฉลูจึงเสร็จตามความประสงค์ ได้จัดมหกรรมฉลององค์พระพุทธฉาย เมื่อปีเถาะ เบญจศก” จากศิลาจารึกที่นำมาโดยสังเขปนี้ จะเห็นได้ว่าพระพุทธฉายได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์มาในระยะหนึ่ง กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยะมหาราช และสมเด็จพระพันวษาอัยยิกาเจ้า ได้เสด็จมาฟื้นฟูบูรณะพระพุทธฉาย ทรงสร้างมณฑปขึ้นใหม่เป็นมณฑปสองยอดแทนมณฑปเดิม และทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุอื่น ๆ มีเสนาสนะสงฆ์ เช่น ศาลา พระอุโบสถบนยอดเขาลม ปฏิสังขรณ์มณฑปยอดเดี่ยวบนยอดภูเขาด้านตะวันออก ซึ่งยังเหลือเป็นอนุสรณ์อยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ นอกจากนั้นพระองค์พร้อมด้วย พระราชวงศ์และข้าราชบริพาร ยังได้เสด็จไปนมัสการพระพุทธฉายอีกหลายครั้ง ดังปรากฏในประวัติศาสตร์การประพาสต้นและจดหมายเหตุ การบำเพ็ญพระราชกุศลนับเนื่องเกี่ยวกับพระพุทธฉาย เกี่ยวกับพระอุปัชณาย์รัน และพระอธิการรูปอื่น ๆ อีกมาก ให้ทรงลงพระปรมาภิไธยย่อ จปร. ติดอยู่ ณ เงื่อมผาด้านทิศตะวันตกของมณฑปพระพุทธฉายพร้อมด้วยนามาภิไธยพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งปรากฏชัดเจนจนถึงปัจจุบันนี้ ในรัชกาลต่อ ๆ มาก็ได้มีพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จมาพระพุทธฉายเป็นประจำ จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกเธอฯ ได้เสด็จมาทรงทอดผ้าพระกฐิน เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๖

พระพุทธฉายได้บูรณะซ่อมสร้างมาเป็นเวลาช้านาน ชำรุดทรุดโทรมลงเป็นอย่างมาก จนทางข้าราชการร่วมกับคณะสงฆ์เห็นว่าจะปล่อยทิ้งรกร้างไว้อีกต่อไปไม่ได้ปูชนียสถานที่สำคัญจะถูกทำลายลง จึงได้ส่งพระครูพุทธฉายาภิบาล (นาค ปานรัตน์) เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน มาเป็นเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๑ เพื่อบูรณะซ่อมสร้างสถานที่พระพุทธฉายให้เจริญต่อไป เจ้าอาวาสได้ซ่อมแซมใหญ่ โดยซ่อมมณฑปที่ชำรุดซึ่งสร้างไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ให้คงสภาพถาวรตามรูปทรงเดิม แล้วก่อสร้างต่อเติมชานมณฑปด้านหลังเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขึ้นไปนมัสการ ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ได้ก่อสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่แทนหลังเดิมซึ่งสร้างครั้งรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงเทพฯ บนยอดภูเขาตามเดิม ส่วนมณฑปเก่าครอบพระบาทจำลองบนยอดเขายังคงไว้เป็นอนุสรณ์ ในลำดับต่อมาได้สร้างบันไดจากพื้นล่างด้านตะวันออกพระพุทธฉายขึ้นไปจนถึงยอดภูเขายาวประมาณ ๒๗๐ ขั้น เพื่อให้ความสะดวกแก่ประชาชน จะได้ขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ข้างบน และภายในพระอุโบสถ ได้บูชารอยพระพุทธบาทจำลอง และชมวิวทิวทัศน์อันสวยสดงดงามพร้อมด้วยบูชาสักการะพระรูปพระโมคคัลลานะ ที่ได้สร้างขึ้นมาเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖ ประดิษฐานอยู่ ณ ลานพระโมคคัลลานะ ในวิหารพระปฏิมากรเป็นประหนึ่งสังเวชนียสถาน อันจะเกิดเป็นกุศลผลบุญต่อไป

การก่อสร้างซ่อมแซมพระพุทธฉายได้รับการเอาใจใส่ตลอดเวลา ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ ได้จัดสร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้น ณ ไหล่ภูเขาลมด้านทิศตะวันตกมณฑปพระพุทธฉายไว้อีก ๑ องค์ ศาสนสถานต่าง ๆ ในบริเวณลานวัดพระพุทธฉายได้บูรณะซ่อมสร้างขึ้นใหม่เสมอมา มีศาลาจตุรมุข ที่ประดิษฐานพระเชียงแสนซึ่งมีพุทธลักษณะงดงามมาก และพระปางทวาราวดี ต่อมาก็ได้สร้างพระปางอู่ทอง ประดิษฐานอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือพระปางเชียงแสน พร้อมด้วยวิหาร นอกจากนั้น ทางวัดยังได้จัดสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ อีกหลายประการ รวมทั้งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สนามนั่งพักพาอาศัยสำหรับไว้เป็นที่สงบจิตใจสติอารมณ์เป็นอย่างดี ทางวัดได้จัดสร้างมณฑปพระพุทธฉายอีกครั้งสำเร็จเรียบร้อยโดยเปลี่ยนเป็นคอนกรีตทั้งห้อง ซึ่งนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะได้ถาวรอีกต่อไปเป็นเวลานาน การก่อสร้างวิหาร ศาลาการเปรียญ ศาสนสถานต่าง ๆ ทางวัดจะดำเนินการพัฒนาเป็นลำดับไป โดยไม่มีการหยุดยั้ง เพื่อจรรโลงพระพุทธฉายให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป.

 

สิ่งสำคัญ

๑. พระพุทธฉาย จากลานวัดเชิงภูเขา มีบันไดคอนกรีต (๗๒ ขั้น) ขึ้นไปยังระเบียงคต ซึ่งล้อมหน้าผา ตอนที่ปรากฏพระพุทธฉาย องค์พระพุทธฉายเป็นเส้นเงาสีแดงช้ำ แม้ไม่คมชัดก็พอให้เห็นขอบนอกพระบรมฉายาลักษณ์ได้ซึ่งสูงประมาณ ๕ เมตร ตรงเชิงหน้าผาประดิษฐานพระพุทธรูปข้างละ ๕ องค์

๒. พระพุทธไสยาสน์ องค์ใหญ่ยาว ๑๕ วาเศษ อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ มณฑปพระพุทธฉาย ไสยาสน์ทอดองค์หันพระบาทมาทางมณฑปพระพุทธฉาย (พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ต่างกับองค์อื่น คือ พระบาทซ้ายไขว้ทับขวาซ้อนเหลื่อมกัน) และตรงหน้าผาทางด้านหลัง มีรอยจารึกพระปรมาภิไธย “จปร.” กับพระนามพระราชวงศ์องค์อื่น ๆ และพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ของพระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกเธอฯ (เมื่อครั้งทอดผ้าพระกฐิน ๓ พ.ย. ๒๕๑๖)

๓. วิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเชียงแสน และพระบาทจำลอง อยู่เชิงภูเขาระดับเดียวกับวิหารคต ใกล้ ๆ มีพระพุทธรูปปั้น ๓ องค์ (ปางเชียงแสน สุโขทัย อู่ทอง ) หน้าวิหารมี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งนำมาจากลังกาประเทศ และหอระฆัง ซึ่งผู้ไปนมัสการฯ ตีดังเหง่งหง่างดังอยู่เป็นประจำทุกวัน อันเป็นที่น่าอนุโมทนาให้เกิดศรัทธาปสาทะเป็นอย่างยิ่ง และใกล้สถานที่นั้นมีถ้ำพระฤาษี ซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล

๔. พื้นด้านข้างล่าง มีสนามสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ มีศาลารายที่พักสงฆ์ บริเวณวัดมีกุฎีเจ้าอาวาส ศาลาจตุรมุขประดิษฐานพระปางเชียงแสน และปางทวาราวดี วิหารพระปางอู่ทอง ด้านหลังวิหารได้ก่อสร้างณาปนสถาน บริเวณด้านตะวันออกมีศาลาการเปรียญ และวิหารที่เสนาสนะสงฆ์อีกหลายประการ

๕. พระอุโบสถ อยู่บนยอดเขาพระพุทธฉาย ภายในมีพระพุทธรูปปางคันธารราษฎร์เป็นประธาน ทางด้านตะวันออกของพระอุโบสถมีพระสถูป หรือมณฑปเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ประดิษฐาน พระบาทจำลอง ด้านหน้ามณฑปเป็นลานที่ชื่อว่า ลานโมคคัลลานะ ไว้เป็นที่สักการะ แทนพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ฯ

ติดกับเขตพุทธาวาสเป็นลำธาร มีหมู่บ้าน โรงเรียน และค่ายลูกเสือพระพุทธฉาย ค่ายลูกเสือประจำจังหวัดสระบุรี เปิดเมื่อ ๒๒ ก.พ. ๒๕๐๘ สถานที่ควรสนใจอีกประการคือ ด้านหน้าจากถนนแยกเข้าวัดพระพุทธฉาย ตรงไปอีก ๔ ก.ม. เป็นวนอุทยานแห่งชาติเขาสามหลั่น สถานที่ทัศนศึกษาและพักผ่อนหย่อนใจ สมควรที่จะได้ชมเพื่อเป็นการศึกษาถึงความงามตามธรรมชาติ

ทุก ๆ ปี จะมีงานเทศกาลในเดือน ๓ ตั้งแต่ขึ้น ๑ ค่ำ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ และในเดือน ๔ ตั้งแต่ขึ้น ๘ ค่ำถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ นอกจากนั้นทางวัดได้เปิดให้นมัสการได้ทุกวัน

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย มีองค์พระพุทธฉาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงปกป้องคุ้มครองทุก ๆ ท่าน จงได้รับแต่สุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลในสิ่งที่พึงปรารถนาทุกประการ ฯ